เตรียมสอบ GMAT อย่างไรให้ได้ 700+ (Verbal)

GMAT (Graduate Management Admission Test) คือข้อสอบวัดระดับความสามารถในการเป็น ‘Future Leader’ เพราะ GMAT ไม่ได้วัดเพียงแค่ความรู้เท่านั้น แต่ยังมีทักษะต่างๆ ที่ถูกทดสอบในระยะเวลาที่กำหนดภายใต้ความกดดันอีกด้วย ซึ่งคะแนน GMAT นั้นสามารถนำไปยื่นสมัคร ป.โท สาขาบริหารธุรกิจได้ทั้งมหาลัยในไทยและต่างประเทศ

สิ่งที่ควรรู้ก่อนสอบ GMAT

  • ข้อสอบ GMAT จะถูกแบ่งออกเป็น 2 พาร์ทหลักๆ ด้วยกัน ประกอบไปด้วย Quantitative Reasoning (31 คำถาม 62 นาที) และ Verbal Reasoning (36 คำถาม 65 นาที)
  • ถ้าตอบผิดหลายข้อติดต่อกันหรือไม่สามารถทำข้อสอบเสร็จทันเวลา จะถูกหักคะแนนเพิ่ม
  • ข้อสอบ GMAT เป็น ‘Adaptive Testหมายความว่าคะแนนที่เราได้จะเหวี่ยงตามจำนวนระดับความยาก-ง่ายของข้อสอบ ซึ่งสามารถฝึกวิธีดูความยาก-ง่ายของข้อสอบได้จาก GMAT Official Guide เพราะคำถามจะเรียงตามระดับความยาก หรือ Question Bank ใน MBA.com เพราะโจทย์จะระบุไว้ว่าข้อไหนยากหรือง่าย
ข้อสอบ GMAT ทดสอบอะไรเราบ้าง?
  • การวางแผนต่างๆ ก่อนเข้าห้องสอบ GMAT เช่น การทำ Study Plan ที่ชัดเจน
  • ความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญ
  • ความมั่นใจในการทำข้อสอบ
  • การรู้จักข้อได้เปรียบและข้อด้อยของตนเอง
  • ความสามารถในการจัดการเวลา
  • ความสามารถในการจัดการตนเองภายใต้แรงกดดัน
  • ความยืดหยุ่น

ทำไมการสอบ GMAT ถึงยาก?

  • ต้องทำข้อสอบในเวลาที่จำกัด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องใส่ใจในรายละเอียดของโจทย์ GMAT แต่ละข้อ
  • Mindset ในการทำข้อสอบที่เปลี่ยนไปจากการหาข้อถูก เป็นการตัดข้อที่ผิด
  • การเน้นทำโจทย์ไม่ได้ผลเสมอไป ต้องไปหาวิธีทำที่ถูกตองสำหรับโจทย์ข้อนั้น หรือพูดง่ายๆ ว่าเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
4 เคล็ดลับในการทำให้คะแนน GMAT ดีขึ้น
  1. ทำให้พื้นฐานแน่น : คำถามใน GMAT จะทดสอบใน Sub-concepts ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการที่จะทำข้อสอบ GMAT ให้ได้คะแนนมากขึ้น ก็จะต้องเข้าใจใน Sub-concepts ที่ยิบย่ิอยก่อน
  2. ต้องตัด Choice ให้ได้ : หลังจากเข้าใจในพื้นฐานทั้งหมดแล้ว ตัวเลือกในแต่ละคำถามจะมีตัวหลอกหรือข้อที่สามารถตัดออกได้ทันที ซึ่งตัวเลือกที่เหลือหลังจากการตัดข้อที่ผิดได้ทั้งหมด จะทำใหเราสามารถตอบข้อที่ถูกต้องได้ทันที
  3. อย่าทำข้อสอบเกินระยะเวลาที่กำหนดในแต่ละข้อ : ข้อสอบ Verbal Reasoning จะมีทั้งหมด 36 คำถาม 65 นาที ซึ่งจะตกข้อละ 1 นาที 48 วินาที แต่ในความเป็นจริงระยะเวลาที่ใช้ทำในแต่ละพาร์ทย่อยจะใช้เวลาไม่เท่ากัน พอแบ่งออกมาแล้วจะได้ Critical Reasoning 1.50 นาที, Reading Comprehension 1.50 นาที, และ Sentence Correction 1.20 นาที
  4. ทำซ้ำ : หลักจากข้าใจขั้นตอนทุกข้อแล้ว ให้ทำวิธีการนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ ในระหว่างการฝึกทำข้อสอบ GMAT
เทคนิคการบริหารจัดการเวลาที่ดีในการทำ GMAT
การบริหารเวลา GMAT ในพาร์ทของ Verbal Reasoning ถือว่าเป็นส่วนที่บริหารจัดการเวลาได้ง่ายที่สุด เมื่อเขาไปในห้องสอบ ให้เขียนจุด Check Points ทุกๆ 9 ข้อลงไปในกระดาษทด แล้วให้เทียบบัญญัติไตรยางค์เลยว่าเหลือจำนวนข้อเท่านี้ ควรเหลือเวลาเท่าไหร่เช่น ข้อที่ 1 ควรเหลือ 65 นาที ผ่านไปถึงข้อที่ 9 ควรเหลือ 48 นาที แล้วทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงข้อที่ 36 ซึ่งในการทำ GMAT แต่ละข้อควรแบ่งเวลาให้เหมาะสมกับลัษณะข้อนั้นๆ เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการทำข้อนั้นๆ ให้ถูก
 
เมื่อรู้ตัวว่าเราทำข้อสอบช้ากว่า Check Points ที่เขียนเอาไว้ ให้รีบไปเลือกเดาข้อที่เป็นจุดอ่อนของเราแล้วไปต่อเพื่อที่ะดึงเวลากลับมา และที่สำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการหักคะแนนจากการทำผิดหลายข้อติดต่อกันหรือไม่สามารถทำข้อสอบได้ทันเวลา
 
เจาะลึกเทคนิคการทำ GMAT พาร์ท Verbal
  • Reading Comprehension : พาร์ทนี้จะมีประมาณ 14 ข้อ โครงสร้างคำถามจะประกอบไปด้วย 3 บทความสั้นและ 1 บทความยาว ซึ่งลักษณะคำถามในพาร์ทนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ คำถามเกี่ยวกับ Main Idea และคำถาม Specific คำถามที่เกี่ยวกับ Main Idea จะเกี่ยวกับจุดประสงค์หลักของบทความ ซึ่งวิธีการทำคือให้อ่านเรื่องทั้งหมดแล้วพยายามที่จะเข้าใจเรื่องอย่างคร่าวๆ (อย่ากลับไปอ่านอีก) แล้วให้เลือกคำตอบที่สรุปใจความสำคัญขอทั้งบทความ ลักษณะตัวเลือกที่เราสามารถตัดออกได้ทันทีคือข้อที่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของบทความ ข้อที่ไม่เกี่ยวข้องเลย หรือข้อที่สุดโต่งจนเกินไป แต่เมื่อเราเจอคำถาม Specific จะเป็นคำถามอื่นๆ ซึ่งสามารถดูได้จากคำว่า According to passage, Infer, Suggest, หรือ Author’s point เป็นต้น วิธีการทำที่ง่ายที่สุดคือการหา Keyword แล้วกลับไปหาในบทความ และพยายามตัดข้อผิดให้ได้
  • Sentence Correction : GMAT จะออกข้อสอบหลักๆ จาก 9 Concepts คือ Parallelism, Modifiers, Comparisons, Sentence Structure, Meaning, Subject/Verb Agreement, Idioms, Pronouns, และ Tense เพราะฉะนั้นถ้าอยากเพิ่มคะแนน GMAT ให้ได้สูงๆ เราควรที่จะแม่น 9 Concepts ที่ออกสอบซึ่งในแต่ละคำถามเราควรที่จะบอกให้ได้ว่าเขากำลังทดสอบอะไรเราอยู่จะทำให้เราจัดการคำถามนั้นได้ง่ายขึ้น 
  • Critical Reasoning : พาร์ทนี้จะมี Concepts ทั้งหมด 9 ข้อ แต่ควรที่จะแม่นเพียงแค่ 6 Concepts เท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วย Strengthening the argument, Weakening the argument, Find the assumption, Explaining the discrepancy, Evaluate the argument, และ Inference โครงสร้างของ Passage ในพาร์ทนี้จะมีเพียงแค่ 3 ประโยค แต่ควรอ่านประโยคเหล่านี้ด้วยความละเอียด เพื่อที่จะเข้าใจว่า Argument นี้คนเขียนต้องการจะสื่ออะไร แล้วจะทำให้ตัด Choice ได้ง่ายขึ้น ซึ่งประเภทของ Argument ที่สามารถพบเจอได้บ่อยๆ คือ Causality, Plan, Benefit-Cost Analysis, และ Percentage & Numbers 
วางแผนทำข้อสอบ GMAT อย่างไรให้ได้ 700+
  • เน้น Verbal Reasoning มากกว่า Quantitative Reasoning เพราะถ้าเก่งเลขเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ให้เอาเวลาไปฝึก Verbal เพื่อเพิ่มโอกาสในการเพิ่มคะแนนมากกว่า
  • กลับไปอ่านพื้นฐานเรื่อยๆ
  • ถ้าทำข้อสอบผิด 1/3 หรือ 1/4 ก็ยังได้คะแนน Verbal 40 คะแนน (ข้อสอบสาารถทำผิดได้ แต่ต้องเลือกไปผิดข้อยาก ไม่ใช่ข้อง่าย)
การเดาคำตอบเป็นเรื่องธรรมชาติของการสอบ GMAT
  • เมื่อไม่สามารถตัด Choices ออกได้ทั้งหมดและใกล้จะเลย Time Limit ในแต่ละข้อให้เดาไปเลย เพื่อที่จะได้เอาเวลาที่เหลือไปตั้งใจทำข้อต่อไป
  • กรณีที่ทำข้อสอบช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้ 2-4 นาทีแล้ว ให้เดาบางข้อเพื่อที่จะดึงเวลากลับคืนมา ซึ่งแนะนำให้เดา Critical Reasoning เพราะใช้เวลาตกข้อละ 1.50 นาที ซึ่งใช้เวลานานที่สุด หรือ Reading Comprehension เพราะต้องไปเสียเวลาอ่าเนื้อเรื่อง 3-4 นาที
เทคนิคฝึกทำข้อสอบ GMAT
  1. Targeted Practice : การฝึกแบบ Targeted Practice เหมาะมากๆ สำหรับคนที่มี GMAT Official Guide ซึ่งจะเป็นการฝึกแบบกำหนดหัวข้อที่ชัดเจนว่าเราอยากพัฒนาใน Concept อะไรเช่น Parallelism เราก็ไปทำความเข้าใจพื้นฐานของมันและฝึกทำโจทย์นั้นๆ การทำเช่นนี้จะทำให้เราแม่น Concepts มากขึ้น
  2. Hybrid : เมื่อเราแม่น Concepts แล้ว แต่ไม่มีเวลาทำ Mock Exam เราสามารถแบ่งคำถามเป็นเซตๆ มาฝึกเองได้ ยกตัวอย่างเช่น เซตละ 9 คำถาม 16 นาที ประกอบไปด้วย 1 Reading Comprehension, 2 Critical Reasoning, และ 3 Sentence Correction การทำเช่นนี้จะฝึกให้เราบริหารจัดการเวลาอีกด้วย
  3. Mock Exam : วิธีการทำ Mock Exam ควรลองทำในช่วงแรกๆ เพื่อที่จะได้รู้ว่าจุดเริ่มต้นเราอยู่ตรงไหนหรือเรายังอ่อนเรื่องอะไร เพื่อที่จะหาจุดอ่อนของเราเพื่อนำไปพัฒนาต่อให้กลายเป็นจุดแข็งของเรา หลังจากนั้นให้ฝึกทำเป็น Targeted Practice หรือ Hybrid แล้วในช่วงสุดท้ายก่อนสอบให้ฝึกทำ Mock Exam อีกครั้งเพื่อที่จะสร้างความคุ้นเคยกับข้อสอบ GMAT และฝึกบริหารเวลากับข้อสอบจริง
สำหรับน้องๆ ที่อยากเก็บพื้นฐาน Concepts ใน Verbal Reasoning ให้แน่น หรืออยากได้เทคนิคการสอบ GMAT สามารถขอคำปรึกษากับพี่ๆ MTU ได้นะคะ


รับเคล็ดลับเรียนต่อฟรี ส่งถึงมือทุกสัปดาห์ 

น้องๆที่จะสมัคร ไปเรียนต่อ MBA หรือ Master’s Degree สายอื่น อย่าพลาด
ปรึกษาฟรี!!!! คลิกเลย FREE CONSULTATION
ฟังเรื่องราวความสำเร็จของนักเรียน MTU คลิกเลย

บทความที่เกี่ยวข้อง

EP150: MIT Sloan Vs Berkeley Haas

จุดต่างของ MIT Sloan กับ Berkeley Hass ครูพี่เจส ภัคศิกร ทับทิมทอง อดีต Admissions Committee ที่ Kellogg, Northwestern University และเป็นผู้บริหารบริษัท Mission To Top U TopU Talk The Podcast

Read More »

EP130: ความสุขโดยสังเกต #BookReview

#แชร์หนังสือ ความสุขโดยสังเกต – นิ้วกลม ชวนตอบคำถาม “อะไรทำให้เรามีความสุข” ครูพี่เจส ภัคศิกร ทับทิมทอง อดีต Admissions Committee ที่ Kellogg, Northwestern University และเป็นผู้บริหารบริษัท Mission To Top U TopU Talk The Podcast

Read More »

TopUTalk EP07: อย่าทำ 3 สิ่งนี้ ถ้าอยากสมัคร MBA

แชร์ 3 สิ่งที่ไม่ควรทำ ในการทำโปรไฟล์ไป Top MBA มาฟังใน Podcast นี้กันค่ะ ครูพี่เจส ภัคศิกร ทับทิมทอง อดีต Admissions Committee ที่ Kellogg, Northwestern University และเป็นผู้บริหารบริษัท Mission To Top U TopU

Read More »
Scroll to Top